Cottonwool Hair Clinic

เลือกไม่ถูกระหว่างปลูกผม FUE กับ DHI? รวมข้อแตกต่างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ปลูกผมแบบ FUE และ DHI เปรียบเทียบความแตกต่างของเทคนิคการย้ายกราฟต์ผม

ปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน หรือแนวผมร่นเป็นสิ่งที่หลายคนต้องเผชิญในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์ ความเครียด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ล้วนส่งผลต่อความมั่นใจในภาพลักษณ์และบุคลิกภาพโดยตรง หลายคนจึงหันมาสนใจ “การปลูกผมถาวร” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถฟื้นฟูเส้นผมให้กลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ หนึ่งในคำถามยอดฮิตของผู้ที่เริ่มศึกษาข้อมูลคือ “ควรเลือกปลูกผม FUE กับ DHI แบบไหนดี ?” เพราะทั้งสองเทคนิคต่างได้รับความนิยมสูง และต่างก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่ตอบโจทย์ความต้องการแตกต่างกันไป

บทความนี้จะช่วยสรุปให้คุณเห็นภาพชัดเจนระหว่าง เทคนิคปลูกผม FUE กับ DHI ตั้งแต่ขั้นตอน วิธีการ ข้อดี ข้อจำกัด ไปจนถึงปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพเส้นผมและงบประมาณของตัวเอง

เทคนิคการปลูกผม FUE กับ DHI

ทำความรู้จักกับเทคนิคการปลูกผม FUE กับ DHI สมัยใหม่

การปลูกผมถาวรในปัจจุบันถือเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาผมบางหรือศีรษะล้านอย่างถาวร ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปมาก ทำให้การปลูกผมมีความปลอดภัย เจ็บน้อย แผลเล็ก และให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าในอดีต โดยเทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงสุดในคลินิกปลูกผมหลาย ๆ แห่ง คือ การปลูกผม FUE กับ DHI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปลูกผมไร้แผลเย็บ (Minimally Invasive Hair Transplant) ที่เน้นความละเอียดและการฟื้นตัวรวดเร็ว

ปลูกผม FUE คืออะไร และมีขั้นตอนอย่างไร

FUE (Follicular Unit Extraction) คือเทคนิคการปลูกผมที่แพทย์จะใช้เครื่องมือขนาดเล็กเจาะเอารากผม (กราฟต์) ออกจากบริเวณผู้บริจาคผม (Donor Area) ทีละหน่วย จากนั้นนำกราฟต์เหล่านี้ไปฝังในบริเวณที่ต้องการปลูก โดยการเจาะรูเล็ก ๆ บนหนังศีรษะก่อนวางรากผมลงไป

วิธีปลูกผม FUE

  1. ตรวจและวางแผน – แพทย์ประเมินสภาพเส้นผม แนวผมที่ต้องการ และกำหนดจำนวนกราฟต์ที่เหมาะสม
  2. เตรียมบริเวณผู้บริจาคผม – มักอยู่บริเวณท้ายทอยหรือข้างศีรษะ ซึ่งมีรากผมแข็งแรง
  3. เจาะและเก็บรากผม – ใช้เครื่องมือ Micro Punch ขนาดเล็กเพื่อดึงรากผมออกทีละกราฟต์
  4. เปิดรูฝังรากผม – แพทย์ใช้เข็มหรือมีดปลายเล็กเปิดรูในมุมที่เหมาะสม
  5. ฝังกราฟต์ผม – วางรากผมลงในรูที่เตรียมไว้ โดยคำนึงถึงทิศทางและความหนาแน่นของแนวผม

ปลูกผม DHI คืออะไร และทำไมถึงได้รับความนิยม

DHI (Direct Hair Implantation) คือเทคนิคการปลูกผมที่พัฒนาต่อยอดจาก FUE โดยใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า Implanter Pen ซึ่งสามารถ “เจาะและฝังรากผมได้ในขั้นตอนเดียว” ทำให้รากผมสัมผัสอากาศน้อย ลดความเสียหาย และช่วยให้เส้นผมที่ปลูกใหม่มีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น 

ซึ่งเทคนิคนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากช่วยให้แผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และแพทย์สามารถควบคุมทิศทาง มุมเอียง และความลึกของการปลูกผมได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ได้แนวผมที่เป็นธรรมชาติและสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูดีและรวดเร็วในระยะเวลาสั้น รวมถึงผู้สูงอายุปลูกผมที่ต้องการฟื้นฟูแนวผมให้ดูหนาขึ้นและอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพักฟื้นนาน

ขั้นตอนการปลูกผม DHI

  1. ตรวจและออกแบบแนวผม – วางแผนแนวผมที่เหมาะสมกับรูปหน้า
  2. เก็บรากผมด้วยวิธี FUE – ใช้เครื่องมือขนาดเล็กเจาะรากผมจากบริเวณผู้บริจาค
  3. ฝังรากผมด้วย Implanter Pen – แพทย์นำกราฟต์ผมใส่ในปากกา Implanter จากนั้นฝังรากผมเข้าไปโดยตรง โดยควบคุมความลึกและทิศทางได้อย่างแม่นยำ

พัฒนาการของเทคนิคปลูกผมจาก FUT → FUE → DHI

เทคนิคการปลูกผม FUE กับ DHI ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

  1. ยุคแรก – FUT (Follicular Unit Transplantation)
    เป็นการผ่าตัดตัดหนังศีรษะบริเวณท้ายทอยออกมาเป็นแถบ เพื่อนำไปแยกกราฟต์ผมแล้วฝังในบริเวณที่ต้องการ ข้อดีคือได้จำนวนกราฟต์มาก แต่ข้อเสียคือมีรอยแผลเป็นเส้นและต้องพักฟื้นนาน
  2. ยุคต่อมา – FUE (Follicular Unit Extraction)
    เป็นการลดขนาดของการผ่าตัด โดยใช้การเจาะเก็บรากผมทีละหน่วย ไม่ต้องตัดหนังศีรษะ ทำให้ไม่มีแผลเป็นเส้นและเจ็บน้อยลง
  3. ยุคปัจจุบัน – DHI (Direct Hair Implantation)
    ยกระดับความละเอียดและความเป็นธรรมชาติขึ้นไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยี Implanter Pen ที่ช่วยควบคุมทิศทาง มุม และความลึกของการปลูกผมได้อย่างแม่นยำ ให้ผลลัพธ์แน่นและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

ปลูกผม FUE กับ DHI ต่างกันอย่างไร

แม้ว่าเทคนิคปลูกผม FUE กับ DHI จะมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเดียวกัน คือการเก็บรากผมทีละกราฟต์โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือเย็บแผล แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ทั้งสองเทคนิคมีรายละเอียดที่แตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งขั้นตอน เครื่องมือ ระยะเวลา และผลลัพธ์หลังทำ การเข้าใจจุดต่างเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพผมและความต้องการของตนเองได้ง่ายขึ้น

ปลูกผม FUE กับ DHI ต่างกันอย่างไร

วิธีการเก็บกราฟต์เส้นผม

การปลูกผม FUE กับ DHI ใช้วิธีเก็บรากผมจากบริเวณที่แข็งแรงที่สุดของศีรษะ เช่น ด้านหลังหรือด้านข้าง (Donor Area) โดยใช้เครื่องมือเจาะขนาดเล็กที่เรียกว่า Punch ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6–1.0 มิลลิเมตร

วิธีการฝังรากผม

จุดแตกต่างสำคัญของเทคนิคปลูกผม FUE กับ DHI อีกประการคือ “วิธีการฝังกราฟต์ผม”

  • FUE : หลังจากเก็บรากผมแล้ว แพทย์จะเปิดรูเล็ก ๆ บนบริเวณที่จะปลูก จากนั้นใช้คีมหรือเครื่องมือพิเศษคีบรากผมวางลงในรูทีละกราฟต์ กระบวนการนี้ต้องอาศัยความละเอียดสูง เพื่อให้แนวผมเรียงตัวเป็นธรรมชาติ
  • DHI : ใช้ Implanter Pen ในการฝังรากผมโดยไม่ต้องเปิดรูแยกล่วงหน้า ปากกาจะเจาะและฝังรากผมในขั้นตอนเดียว พร้อมควบคุม “มุม ความลึก และทิศทาง” ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แนวผมที่ได้ดูแน่นและเป็นธรรมชาติมากกว่า

เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ใช้ (Punch vs Implanter Pen)

  • FUE ใช้เครื่องมือ Punch สำหรับเจาะเก็บรากผม และใช้คีมหรือ Forceps ในการวางรากผมลงบนรูที่เปิดไว้
  • DHI ใช้เทคโนโลยี Implanter Pen ซึ่งเป็นปากกาปลูกผมขนาดจิ๋ว สามารถควบคุมมุมและความลึกในการฝังได้อย่างแม่นยำ

ซึ่งข้อดีของ Implanter Pen คือ ช่วยลดเวลาที่รากผมสัมผัสอากาศ เพิ่มอัตราการรอดของรากผมสูงกว่า 90% แผลเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น และช่วยควบคุมทิศทางเส้นผมได้แม่นยำ โดยเฉพาะบริเวณแนวหน้า ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและฟื้นตัวเร็ว จึงถูกนำมาใช้ร่วมกับเทคนิคการ ปลูกผม FUE กับ DHI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปลูกผมให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่นสวยและคงอยู่ยาวนานมากยิ่งขึ้น

ระยะเวลาการทำและการพักฟื้น

การปลูกผมแบบ FUE ใช้เวลาทำประมาณ 6–8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟต์ที่ต้องปลูก ส่วนเทคนิค DHI จะใช้เวลานานกว่าเล็กน้อยประมาณ 8–10 ชั่วโมง เนื่องจากต้องใช้ความละเอียดสูงในการฝังแต่ละกราฟต์ให้ได้มุมและทิศทางที่เป็นธรรมชาติ 

โดยทั่วไปการ ปลูกผม FUE กับ DHI ต่างก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล สำหรับระยะเวลาการพักฟื้น เทคนิค FUE มักใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 5–7 วัน ก่อนที่หนังศีรษะจะเริ่มกลับสู่สภาพปกติ ขณะที่ DHI ฟื้นตัวไวกว่าเล็กน้อย ใช้เวลาประมาณ 3–5 วัน โดยมีแผลขนาดเล็กและอาการบวมช้ำน้อยกว่า

เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของ FUE และ DHI

แม้ว่าเทคนิคปลูกผม FUE กับ DHI จะเป็นนวัตกรรมปลูกผมไร้แผลเย็บที่ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติและปลอดภัยกว่าการปลูกผมแบบเก่า (FUT) แต่ทั้งสองเทคนิคก็ยังมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะเส้นผม พื้นที่ศีรษะที่ต้องการปลูก รวมถึงความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา

ความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์

  • FUE : ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้าออกแบบแนวผมได้ดีและใช้มุมปลูกที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ต้องอาศัยการเปิดรูและการฝังที่ละเอียดมาก หากมุมไม่สม่ำเสมอ เส้นผมที่ขึ้นใหม่อาจดูไม่เรียงตัวตามธรรมชาติเท่าที่ควร
  • DHI : ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่า เนื่องจากใช้ Implanter Pen ที่ควบคุมทิศทาง ความลึก และความหนาแน่นของเส้นผมได้อย่างแม่นยำ แนวผมที่ได้จะดูแน่น เรียงตัวสวย และมีมุมใกล้เคียงกับเส้นผมจริง

รอยแผลและการฟื้นตัว

  • FUE : มีการเปิดรูบนหนังศีรษะก่อนฝังรากผม ทำให้เกิดแผลขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ไม่ต้องเย็บ แผลจะหายภายใน 5–7 วัน และมักไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
  • DHI : แผลเล็กกว่าและมีจำนวนรูน้อยกว่า เนื่องจาก Implanter Pen เจาะและฝังพร้อมกันในขั้นตอนเดียว หนังศีรษะจึงบอบช้ำน้อยและฟื้นตัวไว ภายใน 3–5 วันสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตปกติได้

ความเสี่ยงและผลข้างเคียง

  • FUE : ความเสี่ยงหลักคือการสูญเสียรากผมบางส่วนระหว่างขั้นตอนเปิดรูหรือฝัง หากแพทย์ขาดความชำนาญ อาจเกิดปัญหาแนวผมไม่สม่ำเสมอ หรืออัตรารอดของกราฟต์ลดลง
  • DHI : ลดความเสี่ยงเรื่องรากผมแห้งหรือเสียหาย เพราะกราฟต์ถูกฝังทันทีหลังเก็บ แต่ก็ยังอาจมีผลข้างเคียงชั่วคราว เช่น หนังศีรษะบวม แดง หรือคันเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปภายในไม่กี่วัน

ความสะดวกและความแม่นยำของแพทย์

  • FUE : ขั้นตอนแยกเป็นสองส่วน (เปิดรู – ฝังรากผม) ทำให้แพทย์ต้องใช้ความละเอียดสูงและใช้เวลานานในการจัดแนวเส้นผม แต่ข้อดีคือสามารถปลูกได้จำนวนมาก เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่ศีรษะล้านกว้าง
  • DHI : เครื่องมือ Implanter Pen ช่วยให้แพทย์ควบคุมการปลูกได้อย่างแม่นยำและสะดวกกว่า ใช้แรงกดคงที่ทุกกราฟต์ ลดโอกาสรากผมบิดหรือเสียหาย เหมาะกับการปลูกบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น แนวหน้า หรือบริเวณขมับ

ค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าในประเทศไทย

การปลูกผมถาวรในปัจจุบันถือว่าเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต ทั้งด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นและราคาที่มีความหลากหลายตามงบประมาณของแต่ละคน โดยเทคนิคยอดนิยมอย่างปลูกผม FUE กับ DHI ต่างก็มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ 

ปลูกผมเทคนิค DHI

ค่าใช้จ่ายปลูกผม FUE ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่

เทคนิค FUE (Follicular Unit Extraction) เป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น ซึ่งมีคลินิกปลูกผมมาตรฐานให้เลือกจำนวนมาก

ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของการปลูกผม FUE

  • เริ่มต้นที่ประมาณ 40–60 บาทต่อกราฟต์
  • เคสขนาดกลาง (2,000–3,000 กราฟต์) ราคาจะอยู่ที่ 80,000 – 150,000 บาท
  • เคสขนาดใหญ่ (4,000 กราฟต์ขึ้นไป) อาจอยู่ในช่วง 150,000 – 250,000 บาท

 

ค่าใช้จ่ายปลูกผม DHI ในประเทศไทย

เทคนิค DHI (Direct Hair Implantation) มีราคาสูงกว่า FUE เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือเฉพาะอย่าง Implanter Pen และใช้เวลาทำต่อกราฟต์นานกว่า อีกทั้งยังต้องอาศัยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางในการควบคุมมุมและทิศทางของเส้นผมให้เป็นธรรมชาติ 

ทั้งนี้การปลูกผม FUE กับ DHI มีช่วงราคาที่แตกต่างกันตามเทคนิค อุปกรณ์ที่ใช้ และประสบการณ์ของทีมแพทย์ ซึ่งทั้งสองเทคนิคให้ผลลัพธ์ที่ดีแต่ตอบโจทย์ต่างกันตามความต้องการและงบประมาณของผู้เข้ารับการรักษา 

ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของ DHI

  • ปลูกผม DHI ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 70–100 บาทต่อกราฟต์
  • เคสทั่วไป (2,000 กราฟต์) ราคาประมาณ 140,000 – 200,000 บาท
  • เคสแนวหน้า หรือพื้นที่เล็กที่ต้องการความละเอียดสูง ราคาอาจสูงถึง 250,000 บาทขึ้นไป

ปัจจัยที่ทำให้ราคาสูงหรือต่ำ

ราคาปลูกผม FUE กับ DHI ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวม ได้แก่

  1. จำนวนกราฟต์ที่ต้องปลูก – ยิ่งปลูกมาก ราคาก็สูงขึ้น แต่บางคลินิกอาจมีแพ็กเกจราคาต่อกราฟต์ที่ถูกลงเมื่อปลูกจำนวนมาก
  2. ทำเลที่ตั้งของคลินิก – คลินิกในกรุงเทพฯ หรือย่านธุรกิจหลักมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคลินิกในต่างจังหวัด
  3. ประสบการณ์และชื่อเสียงของแพทย์ – แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและแม่นยำกว่า
  4. เทคโนโลยีที่ใช้ – คลินิกที่ใช้เครื่องมือรุ่นใหม่ เช่น เครื่องเจาะ Micro Punch รุ่นพิเศษ หรือ Implanter Pen นำเข้าจากยุโรป มักมีต้นทุนสูงกว่า
  5. บริการหลังทำและการรับประกันผล – คลินิกบางแห่งมีบริการติดตามผลและรับประกันความพอใจ ซึ่งอาจทำให้ราคาสูงขึ้นแต่ให้ความมั่นใจมากกว่า

แบบไหนคุ้มค่ากว่ากันสำหรับคนไทย

หากพิจารณาในแง่ของงบประมาณและพื้นที่ที่ต้องการปลูกผมกว้าง การปลูกผม FUE กับ DHI ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดยเทคนิค FUE ถือว่าคุ้มค่ากว่าสำหรับคนไทย เพราะราคาต่อกราฟต์ต่ำกว่าและสามารถปลูกได้จำนวนมากในครั้งเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่มีศีรษะล้านระดับกลางถึงมากและต้องการผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั่วบริเวณ ทั้งยังสามารถเสริมประสิทธิภาพได้ด้วย การฉีด PRP (Platelet-Rich Plasma) เพื่อกระตุ้นการงอกและเพิ่มความแข็งแรงของรากผมหลังปลูก 

หากมองในแง่ของความเป็นธรรมชาติ ความละเอียด และการฟื้นตัวที่รวดเร็ว เทคนิค DHI จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องการปลูกแนวหน้า หรือต้องการความประณีตของทิศทางเส้นผม ทั้งยังเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณยืดหยุ่นและต้องการกลับไปใช้ชีวิตได้ไวหลังทำ ซึ่งเมื่อทำร่วมกับ การปลูกผม FUE กับ DHI ควบคู่การฉีด PRP ก็จะช่วยให้รากผมฟื้นตัวเร็วและเส้นผมใหม่งอกแข็งแรงยิ่งขึ้น

ใครเหมาะกับการปลูกผมแบบ FUE และใครควรเลือก DHI

แม้เทคนิคปลูกผม FUE กับ DHI จะให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันในแง่ของความถาวรและความปลอดภัย แต่ลักษณะเส้นผม พื้นที่ศีรษะล้าน รวมถึงไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ล้วนมีผลต่อการเลือกเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้การตัดสินใจคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจมากขึ้น

เหมาะกับระดับศีรษะล้านหรือผมบางประเภทต่าง ๆ

การปลูกผมแบบ FUE เหมาะกับผู้ที่มีศีรษะล้านระดับกลางถึงมาก เช่น Norwood Scale ระดับ 4–6 และต้องการปลูกผมจำนวนมากในครั้งเดียว โดยเฉพาะบริเวณกลางศีรษะหรือด้านหลัง รวมถึงผู้ที่มีเส้นผมบริจาค (Donor Area) ที่หนาแน่นพอสมควร และต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในงบประมาณจำกัด 

ส่วนการปลูกผมแบบ DHI เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมบางบริเวณเล็ก ๆ เช่น แนวผมด้านหน้าหรือขมับ รวมถึงผู้ที่ต้องการความละเอียดสูง ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและฟื้นตัวไว ต้องการควบคุมความหนาแน่นของแนวผมให้ดูแน่นชิด และมีศีรษะล้านระดับต้นถึงปานกลาง (Norwood 2–4)

ความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิง

ผู้ชายมักมีลักษณะศีรษะล้านตามกรรมพันธุ์ (Male Pattern Baldness) และมักต้องการปลูกผมในพื้นที่กว้าง เช่น กลางศีรษะหรือแนวหน้า หากให้เลือกเทคนิคปลูกผม FUE กับ DHI นั้น เทคนิค FUE เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะสามารถปลูกผมได้จำนวนมากและให้ความคุ้มค่าในเรื่องราคา 

ส่วนผู้หญิงมักมีผมบางกระจายทั่วศีรษะมากกว่าการล้านเป็นหย่อม และต้องการปลูกเฉพาะจุดเพื่อเพิ่มความหนาแน่นโดยไม่ต้องโกนผมทั้งหมด ดังนั้นเทคนิค DHI จึงเหมาะสมกว่า เพราะสามารถปลูกผมโดยไม่ต้องโกนศีรษะทั้งส่วน และให้ผลลัพธ์ที่ดูแน่นและเป็นธรรมชาติ

การเลือกตามไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตในเมืองไทย

เทคนิคปลูกผม FUE กับ DHI มีความเหมาะสมแตกต่างกัน โดยเทคนิค FUE เหมาะกับผู้ที่มีเวลาพักฟื้นได้ประมาณ 5–7 วัน ไม่รีบกลับไปทำงานหรือออกสื่อทันที และต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในระยะยาวโดยไม่กังวลเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในขั้นตอนผ่าตัด ขณะที่เทคนิค DHI เหมาะกับคนทำงานในเมืองที่มีเวลาจำกัด ต้องการฟื้นตัวไว ไม่อยากโกนผมมาก และต้องการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว รวมถึงผู้ที่ใส่ใจภาพลักษณ์ เช่น คนในสายงานบริการ สื่อ หรือธุรกิจที่ต้องพบลูกค้าเป็นประจำ

การดูแลหลังการปลูกผม

การดูแลหลังการปลูกผม FUE กับ DHI เป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะช่วง 7–14 วันแรกหลังทำคือ “ระยะเวลาทอง” ที่รากผมต้องการการปกป้องและฟื้นตัว เพื่อให้สามารถยึดเกาะหนังศีรษะได้อย่างแข็งแรง การดูแลที่ถูกวิธีจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดของรากผม และทำให้เส้นผมใหม่ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาว

หลังปลูกผม DHI ต้องทำยังไง

คำแนะนำสำหรับผู้ทำ FUE

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ปลูกผมใน 3 วันแรก
    เพราะรากผมยังไม่ยึดตัวแน่น การสัมผัสแรง ๆ หรือเกาอาจทำให้กราฟต์หลุดได้
  2. งดสระผม 48 ชั่วโมงแรก
    หลังจากนั้นสามารถใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน (เช่น แชมพูเด็ก) และใช้น้ำไหลเบา ๆ แทนการขยี้
  3. นอนยกศีรษะสูงเล็กน้อยในช่วง 3 คืนแรก
    เพื่อลดอาการบวมบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา
  4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่มีเหงื่อมาก อย่างน้อย 7–10 วัน
  5. งดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ชั่วคราว เนื่องจากอาจรบกวนการไหลเวียนเลือดและการฟื้นตัวของรากผม
  6. ระวังการใส่หมวกหรือหมอนแข็ง ที่อาจเสียดสีกับบริเวณปลูกผม

คำแนะนำสำหรับผู้ทำ DHI

  1. งดสระผม 2–3 วันแรก เช่นเดียวกับ FUE และควรใช้น้ำไหลอ่อน ๆ เมื่อเริ่มสระได้
  2. หลีกเลี่ยงการจับหรือถูบริเวณที่ปลูกผม เพราะแม้จะไม่มีรอยแผลชัดเจน แต่รากผมยังไม่แข็งแรง
  3. ระวังเหงื่อและความชื้น โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนหรืออยู่กลางแจ้ง
  4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการว่ายน้ำ อย่างน้อย 10–14 วัน
  5. สามารถใส่หมวกได้หลังจาก 7 วัน แต่ควรเลือกหมวกที่ไม่แน่นเกินไปและระบายอากาศได้ดี
  6. เข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจติดตามผล และรับคำแนะนำเรื่องการใช้ยากระตุ้นการงอกของเส้นผม เช่น Minoxidil หรือ Biotin
  7.  

การดูแลในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย

ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้นเกือบตลอดปี ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวหลังปลูกผม FUE กับ DHI ได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัดโดยตรงอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรก เพราะความร้อนอาจทำให้หนังศีรษะระคายเคืองและรากผมอ่อนแอ ควรเช็ดเหงื่อเบา ๆ ด้วยผ้าสะอาดหรือทิชชูซับ หลีกเลี่ยงการถูแรง รวมถึงดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการสวมหมวกหนาหรือหมวกกันน็อกที่รัดแน่นโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อน เพราะอาจทำให้รากผมอับชื้นและติดเชื้อได้ ทั้งนี้ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหลังปลูกผมตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือเซรั่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการระคายเคือง

ตัดสินใจเลือกปลูกผม FUE กับ DHI

ไม่ว่าจะเลือกปลูกผม DHI หรือ FUE ทั้งสองวิธีต่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดเฉพาะตัว การตัดสินใจเลือกจึงไม่ควรดูแค่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจาก สภาพเส้นผม พื้นที่ศีรษะที่ต้องการปลูก งบประมาณที่มี และความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา หากมีพื้นที่ศีรษะล้านกว้าง ต้องการปลูกผมจำนวนมากในงบประมาณที่คุ้มค่า เทคนิค FUE อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่หากต้องการความละเอียดสูง แนวผมเป็นธรรมชาติ และฟื้นตัวไว DHI ก็เป็นตัวเลือกที่ให้ผลลัพธ์เหนือกว่าในด้านความสวยงามและความแม่นยำ

สุดท้ายแล้ว การปลูกผมไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคนิค แต่คือการวางแผนอย่างรอบคอบร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง การเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยจะช่วยให้ทราบสภาพเส้นผมจริง ปริมาณกราฟต์ที่เหมาะสม และแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล เมื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะกับตัวเองและได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง คุณก็สามารถกลับมามีเส้นผมที่แข็งแรงและความมั่นใจได้อีกครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่ Cottonwool Clinic บริการปลูกผมและเสริมความงามครบวงจร เราเน้นการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคทางการแพทย์ทันสมัยที่สุด เพื่อมอบบริการคุณภาพสูงและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้รับบริการ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูเส้นผม การเสริมความงามบนใบหน้า หรือการดูแลสุขภาพผิว ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใส่ใจ เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการและสร้างความมั่นใจในตัวคุณอย่างแท้จริง หากคุณสนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามเราได้ทันที เรายินดีให้บริการและพร้อมดูแลคุณอย่างมืออาชีพทุกขั้นตอน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปลูกผม FUE กับ DHI

โดยทั่วไปเทคนิค FUE จะมีราคาถูกกว่า เพราะเป็นวิธีที่ใช้เครื่องมือและขั้นตอนทั่วไป ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50,000–120,000 บาท ขึ้นกับจำนวนกราฟต์ผมและคลินิก ส่วนเทคนิค DHI ที่ใช้เครื่องมือ Implanter Pen เฉพาะ มีขั้นตอนซับซ้อนกว่า ราคาจึงสูงกว่าเล็กน้อย โดยจะอยู่ในช่วง 70,000–150,000 บาท ทั้งนี้ราคายังขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟต์และมาตรฐานของคลินิก



ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่คลินิกยังนิยมใช้เทคนิค FUE มากที่สุด เพราะเป็นวิธีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ดีในกรณีศีรษะล้านทั่วไป อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปลูกผมจำนวนมากในราคาที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีใหม่อย่าง DHI ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และฟื้นตัวเร็ว เหมาะกับคนทำงานในเมืองที่ไม่อยากพักฟื้นนาน

ใช่ครับ เทคนิค DHI มักให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะใช้เครื่องมือ Implanter Pen ฝังกราฟต์ผมทีละเส้น ทำให้สามารถควบคุมทิศทางและความลึกของเส้นผมได้ละเอียดกว่า ขณะที่ FUE ฝังผมโดยเปิดแผลก่อนแล้วจึงใส่กราฟต์ผม ซึ่งอาจทำให้การจัดวางแนวผมไม่ละเอียดเท่า DHI แต่ทั้งนี้ผลลัพธ์สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำด้วย



แม้ว่าเทคนิคการปลูกผมแบบ FUE (Follicular Unit Extraction) และ DHI (Direct Hair Implantation) จะต่างกันในขั้นตอนการฝังรากผม แต่ระยะเวลาการพักฟื้นและการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันของทั้งสองเทคนิก แทบไม่ต่างกันมากนัก
สิ่งสำคัญคือ การดูแลหลังปลูกอย่างถูกวิธี ซึ่งมีผลต่อการฟื้นตัวและอัตราการอยู่รอดของรากผมโดยตรง

โดยทั่วไปการปลูกผมทั้งแบบ FUE (Follicular Unit Extraction) และ DHI (Direct Hair Implantation) เจ็บน้อยมาก เพราะใช้ ยาชาเฉพาะที่ ก่อนทำให้ผู้เข้ารับบริการแทบไม่รู้สึกเจ็บระหว่างขั้นตอน ส่วนใหญ่จะรู้สึกเพียงตอนฉีดยาชาเล็กน้อยเท่านั้น หลังทำอาจมีอาการตึงหรือระบมเล็กน้อยบริเวณที่เจาะรากผมหรือปลูกผม ซึ่งมักหายภายใน 3–7 วัน ความแตกต่างคือเทคนิค DHI มักเจ็บน้อยกว่า FUE เล็กน้อย เนื่องจากไม่ต้องเปิดช่องก่อนฝังรากผม ทำให้เกิดบาดแผลเล็กกว่า หนังศีรษะระคายน้อยกว่า และฟื้นตัวเร็วกว่านิดหน่อย 

การเลือกว่าจะปลูกผมแบบ FUE (Follicular Unit Extraction) หรือ DHI (Direct Hair Implantation) ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ลักษณะของผมที่ต้องปลูก และความคาดหวังของผลลัพธ์ หากต้องการเทคนิคมาตรฐาน ราคากลาง ๆ ผลลัพธ์ดูดีและครอบคลุมพื้นที่ปลูกได้มาก FUE จะเหมาะกว่า แต่หากต้องการแนวผมที่ดูเป็นธรรมชาติสูง ฟื้นตัวเร็ว และมีความละเอียดในทิศทางการปลูก DHI จะตอบโจทย์มากกว่า แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้ ควรเข้ารับการประเมินกับแพทย์เฉพาะทางปลูกผมก่อน เพื่อวิเคราะห์สภาพหนังศีรษะ ความหนาแน่นของเส้นผมบริเวณด้านหลัง และจำนวนกราฟต์ที่เหมาะสม เพื่อเลือกเทคนิคที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

Accordion Content